Category Archives: สังคม

แชร์คืออะไร

แชร์คืออะไรและเล่นยังไงกันหรอ

แชร์คืออะไร เด็กๆหลายคนอาจมีความสงสัยเวลาที่ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันเรื่องเล่นแชร์ว่ามันคืออะไร และเค้าเล่นกันอย่างไรวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันคะ

การเล่นแชร์ แปลความหมายให้เข้าใจง่ายก็คือ เป็นการเก็บหรือออมเงินวิธีหนึ่ง ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนที่เรียกกันว่าดอกเบี้ยแพงกว่าที่ธนาคารทั่วไปให้ และอีกความหมายหนึ่งก็คือการกู้เงินระยะสั้น จากกองทุนที่มีเราเป็นหุ้นส่วน โดยผู้กู้เป็นคนกำหนดผลตอบแทนที่จะให้คืนกับกองทุนเอง  ในการเล่นแชร์ เราจะได้ยินศัพท์สองคำนี้บ่อยๆ ก็คือคำว่า ท้าวแชร์ กับ ลูกแชร์    

ท้าวแชร์ คือ คนที่ตั้งวงแชร์ขึ้น มีหน้าที่ดูแลสื่อสารให้ข้อมูลรวมทั้งประสานงานเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในวงแชร์ให้บรรดาลูกแชร์ทั้งหลายเข้าใจตรงกัน  ท้าวแชร์จะเป็นคนกลางคอยเก็บเงินและข้อมูลตัวเลขดอกเบี้ยที่ลูกแชร์ใส่เพื่อแข่งขันกัน

ลูกแชร์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดในรอบนั้นๆจะเป็นผู้ชนะที่มีสิทธิ์เอาเงินในกองทุนออกมาใช้ก่อน  ผู้เป็นท้าวแชร์จะได้อภิสิทธิ์เป็นคนแรกที่สามารถนำเงินในกองทุนออกมาใช้ได้โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้กองทุน ที่สำคัญมักเป็นบุคคลที่ทุกๆคนในวงให้ความนับถือและไว้วางใจ

ลูกแชร์ คือ สมาชิกที่เข้าร่วมในการเล่น จะถูกเชิญให้เข้าร่วมโดยผ่านการพิจารณาและคัดสรรจากท้าว ว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถบริหารจัดการกับเงินในกองทุน ในกรณีที่ลูกแชร์ได้นำเงินกองทุนออกไปใช้ก่อนแล้ว เมื่อถึงวันที่ผ่อนชำระสามารถจ่ายได้ตรงตามเวลาที่กำหนดได้ 

ผลประโยชน์ในเงินสูงสุดจากวงแชร์จะเกิดขึ้นกับลูกแชร์ที่เป็นมือสุดท้ายเท่านั้น กรณีที่ลูกแชร์เบี้ยวเงินไม่ยอมผ่อนชำระ ท้าวแชร์จะต้องลงมารับผิดชอบต่อการกระทำนั้นแทน จนกว่าจะถึงมือสุดท้าย เมื่อลูกแชร์คนสุดท้ายได้เงินครบตามที่ตกลงกันไว้ถือว่าการเล่นแชร์วงนี้สิ้นสุดลง

ทุกวันนี้การเล่นแชร์ยังเป็นที่นิยมในทุกกลุ่มทุกชนชั้นที่ยังร้อนเงินและหมุนเงินใช้กันอยู่ โดยเฉพาะสังคมแม่ค้าที่ตลาด หรือแม้กระทั่งในโรงงานเองก็ตาม เพราะจากผลตอบแทนที่ได้รับมันค่อนข้างสูงและใช้เวลาสั้นๆในการเล่น  แต่ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง

เสี่ยงในที่นี้ก็คือถูกโกง เราไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย ไม่ว่าเค้าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือรุ่นพี่ที่ทำงานที่นับถือกัน เวลาที่เค้าร้อนเงินขึ้นมา เค้าก็พร้อมจะโกงเราได้ทุกเมื่อ ทางที่ดีหันมาออมเงินด้วยวิธีที่ปลอดภัยกันเถอะ ถึงมันจะใช้เวลานานหน่อยแต่ก็ไม่เสี่ยงที่จะถูกโกง !!!

วิธีทาลิปสติก

วิธีทาลิปสติกอย่างไรให้สาวๆปลื้ม

วิธีทาลิปสติก อย่างไรให้ติดทนนาน

          อีกหนึ่งความงามที่ขาดไม่ได้เลยก็คิดริมฝีปากที่ควรมีสีสันเคลือบเอาไว้  สาวๆทุกคนจะรู้ดีว่าต่อให้ใบหน้าสวยแค่ไหน แต่หากปล่อยให้สีปากซีดเมื่อไหร่คือจบกันทันที

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าลิปสติกคือชีวิตและจิตใจของสาวๆทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนไม่ชอบการทาสีลิปสติกที่สีจัดจ้านมากนักแต่ก็ยังทาสีอ่อนๆจางๆให้พอมีสีสันสวยงาม ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำการทาลิปสติกอย่างไรให้ติดทนนานไม่ซีดจางเร็วไม่ต้องเดินไปเติมลิปสติกบ่อยๆ

  • หลังจากที่เราจัดการกับขุยที่ปากเรียบร้อยแล้ว เราสามารถทารองพื้นแตะบางๆลงที่ริมฝีปากเพื่อแล้วทาสีลิปสติกทับลงไปหลังจากนั้นใช้กระดาษทิชชูกดทับ ทิ้งไว้สักพักแล้วทาลิปสติกซ้ำอีกครั้งจะช่วยให้สีของลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้น

 

  • อันดับแรกควรจัดการกับผิวที่ริมฝีปากของเราให้เรียบเนียนไม่มีขุยเสียก่อนเพราะหากปากเป็นขุยแล้วทาลิปสติกทับลงไปยังไงก็ไม่ทำให้เราปากสวยแน่นอนดังนั้นเราควรจัดการกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วตรงริมฝีปากด้วยการทาลิปบาล์ม ให้ผิวที่ริมฝีปากมีความชุ่มชื้น ไม่ขุยไม่มีร่องเวลาทาลิปสติกจะได้สวยๆ

 

  • และเพื่อความสวยงามของริมฝีปาก เราควรใช้คอนซีลเลอร์ลบรอยลิปสติกที่อาจจะมีการทาเกินขอบปากออกมา  ซึ่งนอกจากจะทำริมฝีปากสวยแล้ว ยังเป็นการเน้นให้สีของลิปสติกดูคมชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

  • หรืออีกตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยให้สีของลิปสติกติดทนนานก็คือ การที่เราใช้ดินสอเขียนขอบปากที่เป็นสีเดียวกับสีของลิปสติกที่เราจะใช้ทาปาก ทาลงไปที่ริมฝีปากให้ทั่วทั้งปากเสียก่อนแล้วจึงค่อยทาลิปสติกซ้ำลงไปอีกครั้งรับรองสีลิปสติกติดทนนานแน่นอน นอกจากจะทำให้สีลิปสติกติดทนนานตลอดทั้งวันแล้ว ดินสอเขียนขอบปากยังช่วยให้เรามีขอบปากที่ดูอวบอิ่มน่าจูบอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี การที่เราทาลิปสติกแล้วจะดูสวยงามหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการที่เราเลือกสีลิปสติกที่จะใช้งานด้วยเช่นกัน ควรมีการเลือกให้เหมาะกับโทนสีที่เราแต่งหน้าและให้เข้ากับสีของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ในวันนั้นๆด้วย และหากเราหาสีที่ถูกใจไมได้

เราสามารถนำลิปสติกที่เรามีอยู่มาลองผสมสีเข้าด้วยกันกลายเป็นลิปสติกสีใหม่ ที่เป็นสีเฉพาะของเราเองได้ ที่สำคัญควรหาเวลาว่างในกาสคลับผิวหนังที่ปากที่เป็นขุยให้หลุดลอกออกไป เพื่อที่เวลาทาลิปสติกจะได้เนียนสวย

ใช้ขนตาปลอมอย่างไรให้ปลอดภัย

ใช้ขนตาปลอมอย่างไรให้ปลอดภัย

ใช้ขนตาปลอมอย่างไรให้ปลอดภัย ความสวยงามกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน ดังนั้นหลายคนจึงเลือกที่จะไปทำศัลยกรรมเพื่อเสริมความงาม แต่หากบางคนที่มีความงามของตัวเองอยู่แล้วเพียงแค่เสริมนิดหน่อยก็จะส่งทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และความงามที่คนมักจะมองเห็นในครั้งแรกก็คือใบหน้าแม้สิ่งที่อยู่ใบหน้าทุกอย่างต้องดูดีทุกชิ้นถึงจะเพอร์เฟ็ค

แต่ผู้หญิงบางคนก็เลือกที่จะหาอะไรให้เป็นจุดเด่นบนใบหน้าของตัวเอง เช่น คิ้วสวย ปากสวย ตาสวยหรือแม้แต่ผิวหน้าที่สวย

การที่จะทำให้อื่นสะดุดตาในตัวเรานั้น ใบหน้าจะต้องมีการแต่งแต้มสีสันและหนึ่งในนั้นที่หลายคนให้ความสนใจในการแต่งสีสันให้ก็คือ ดวงตา อย่างที่ใครหลายคนมักพูดว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้นผู้หญิงหลายคนจึงให้ความสำคัญกับดวงตาเป็นพิเศษเช่นกัน

และเพื่อให้ดวงตาสวยงามน่ามอง ชวนให้หลงใหลแล้วการมีขนตาที่ยาว งอนก็จะช่วยเสริมให้ดวงตาดูสวยงามยิ่งขึ้น แต่การที่จะใช้ขนตาปลอดอย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรคนั้นต้องทำอย่างไรกันบ้างวันนี้เรามีวิธีการมาแนะนำกันค่ะ

อยากแรกในการเลือกใช้ขนตาปลอมคือ

ควรเลือกขนตาปลอมและหาซื้อกาวที่ติดขนตาที่มีมาตรฐาน ไม่ซื้อตามท้องตลาดทั่วไปเพราะอาจจะเจอกาวติดขนตาของปลอมก็เป็นได้ ซึ่งพวกนี้จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังของเราซึ่งจะมีผลให้มีอาการคัน บวม แดงได้ และหากเป็นมากอาจจะเกิดอักเสบบริเวณหนังตาได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในการรักษาในเวลาต่อมาได้ และเมื่อเราหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีมีมาตรฐานแล้วก็อย่าลืมเช็ควันหมดอายุก่อนใช้ด้วยนะ

เช็คให้มั่นใจทุกครั้งว่าของที่เรานำมาใช้งานนั้นสามารถใช้งานใกล้กับดวงตาและไม่เป็นอันตรายต่อผิวที่บอบบางได้ และทุกครั้งก่อนที่เราจะใช้งานขนตาปลอมควรมีการนำขนตาปลอมไปล้างน้ำเพื่อทำความสะอาดฝุ่นผงที่อาจจะมีติดอยู่ที่ขนตาได้ แล้วอย่าลืมว่าทุกครั้งก่อนติดขนตาให้ล้างมือของเราเองให้สะอาดด้วย 

การใช้ขนตาปลอมสามารถใช้ซ้ำอันเดิมได้ แต่ไม่ควรใช้ซ้ำบ่อยจนเกินไปควรเปลี่ยนใหม่อยู่เสมอและอย่างที่บอกก่อนและหลังใช้ขนตาปลอมควรทำความสะอาดก่อนทุกครั้งก่อนใช้งาน

ที่สำคัญอย่าใช้ขนตาปลอมร่วมกับคนอื่น อย่าใช้ซ้ำกับของเพื่อนเพื่อป้องกันการติดต่อโรคติดต่อที่อาจมีได้ และควรปล่อยให้ขนตาจริงได้พักผ่อนบ้างไม่ควรติดขนตาปลอมตลอดเวลาทุกวัน

ฝุ่น PM 2.5

ภัยจากฝุ่น PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 ทุกคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วมันเคยเกิดขึ้นและระบาดหนักมากๆในต้นเดือนของปี2019 แต่เมื่อไม่มีกี่วันนี้ได้มีการแจ้งเตือนออกมาว่าฝุ่น PM 2.5 ได้กลับมาปกคลุมอากาศอีกครั้ง ทำให้หลายคนเริ่มที่จะซื้อหน้ากากอนามัยมาสวมใส่เพื่อนกรอกฝุ่นไม่ให้เข้าสู่ร่างกายบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าฝุ่น PM 2.5 คืออะไร

 

ฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ไม่เกิน 2.5 ไมโครอน

หากได้ให้เปรียบเทียบกับเส้นผมของคนเรานั้นฝุ่น PM 2.5 มีขนาดที่เล็กกว่าถึง 20 เท่า ซึ่งเราไม่สามารถจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเมื่อฝุ่นเหล่านี้รวมตัวตัวเยอะมากขึ้นจะทำให้เราเห็นในลักษณะที่เหมือนกับหมอกจางๆหรือควัน แหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 นั้นเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ

แต่ล้วนแล้วมาจากนั้นการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น อย่างเช่น การเผาป่า เผาขยะ การเผาเชื้อเพลง ควันท่อไอเสีย การก่อสร้าง และจากโรงงานอุตสาหรรม ฯลฯ สถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นชนิดนี้รุนแรงมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร เพราะเป็นจุดที่มีการสร้างและการจราจรเยอะมาก การได้รับฝุ่น PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กมาก

ทำให้มันถูกแทรกซึมเข้าไปร่างกายได้อย่างง่าย และรวดเร็ว จะทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบในร่างกายหลายๆด้าน

1.ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

– มีอาการไอ จาม หรือแม้กระทั่งเป็นภูมิแพ้

– ใครที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่น มันจะเข้าไปกระตุ้น ทำให้เป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง จนส่งผลให้อาการเหล่านี้กำเริบหนักขึ้นกว่าเดิม

– เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด โรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่นPM 2.5 สะสมไว้ในร่างกายเป็นเวลายาวนาน เพราะในฝุ่น PM 2.5 นั้นประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็งอย่างเช่น ปรอท แคดเมียม โลหะหนัก เป็นต้น

2.ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง

– ลมพิษ รู้สึกคันไปทั่วร่างกาย หากว่ามีอาการแพ้จะลามไป ตา รอบปาก จมูก ใบหน้า ขาหนีบและข้อพับส่วนตามต่างๆ

– ผื่นขึ้นตามร่างกาย รู้สึกปวดแสบปวดร้อน มีความระคายเคือง

– เพราะฝุ่นPM 2.5 มีสารเคมีและโลหะหลายชนิดปะปนอยู่ จะทำให้ทำร้ายเซลล์ผิวหนังได้

วิธีป้องกันภัยจากฝุ่น PM 2.5

หลายคนคงทราบแล้วว่าอาการหรือฝุ่นเหล่านี้จะแทรกซึมอย่างรวดเร็วทางระบบทางเดินหายใจ การปกป้องอย่างง่ายที่สุดคือ การสวมหน้ากากอนามัย แต่เพราะฝุ่นชนิดนี้อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ามีขนาดที่เล็กมากๆการแทรกซึมเข้าไปในร่างกายจะง่ายและรวดเร็วกว่าปกติ

หน้ากากที่เหมาะกับสภาพอากาศที่มีฝุ่น PM 2.5 นั้นคือ หน้ากากอนามัยรุ่น N95 จะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดเพราะหน้าหากอนามัยรุ่นนี้ถูกแบบมาเพื่อป้องกันมลพิษโดยเฉพาะ และการเลี่ยงหลีกการออกไปนอกสถานที่ถ้าหากไม่จำเป็นจะเป็นการป้องภัยจากฝุ่นPM 2.5 ได้ดีเลยทีเดียว

เอาใจช่วยเหล่าคนบันเทิง

เอาใจช่วยเหล่าคนบันเทิงที่เป็นโรคซึมเศร้า

เอาใจช่วยเหล่าคนบันเทิง ล่าสุดกลายเป็นเรื่องราวสุดช็อกวงการบันเทิง ก็รณีที่นักแสดงชื่อดัง เหม ภูมิภาฑิต นิตยารส อายุ 31 ปี ดาราและนักแสดงชื่อดังได้ผูกคอตายปริศนาบริเวณระเบียงห้องภายในคอนโดส่วนตัว

 

โดยแฟนสาวตื่นมาเจอศพเป็นคนแรกพร้อมให้การกับตำรวจว่า เหม เป็นโรคซึมเศร้าเคยเขียนจดหมายลาตายมาครั้งหนึ่งแล้ว

นอกจากการตายของ เหม ก่อนหน้านี้ โรคซึมเศร้าก็ยังพรากชีวิตของ สิงห์ มุสิกพงศ์ นักดนตรีมือกีตาร์ วงสควีซแอนนิมอลไปด้วย ทางครอบครัวได้เปิดเผยว่า สิงห์ เป็นคนที่ชอบเก็บตัว พูดน้อย เงียบขรึม ชอบใช้ชีวิตอยู่ลำพัง มีอะไรก็ไม่พูดและไม่ระบายถึงความเครียดที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่การกระโดดตึกตายในที่สุด

โรคซึมเศร้าร้ายแรงกว่าที่ทุกคนคิดคนที่ยังไม่ตายก็เกือบตายเพราะอาการเครียด จิตวิตกกังวล เพราะมันไม่ใช่การเจ็บป่วยจากภายนอกแต่มันเป็นการเจ็บปวดจากข้างในจิตใจพี่ต่อให้อธิบายอย่างไรคนที่ไม่เป็นโรคนี้ก็จะไม่มีวันเข้าใจอย่างแน่นอน ทราย อินทิรา เจริญปุระ ต้องบอกว่าทรายเป็นคนแรกที่พูดถึงโรคซึมเศร้าเพราะเธอได้บอกเรื่องราวของตัวเองอยู่เสมอ

 

โลกซึมเศร้าเป็นโรคที่มีหลังจากที่เธอเกิดอุบัติเหตุรถชนทำให้เกิดภาวะช็อก

ประกอบด้วยกับการที่ต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยเช่นเดียวกัน เธอจึงโดนคำด่าวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในแง่ลบ เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์แล้วกินยาอย่างสม่ำเสมอและยังบอกอีกว่าถ้าเธอไม่ได้ก้าวผ่านโลกนี้แต่เธอตัดสินใจเดินไปพร้อมกับมันด้วยการนึกถึงเรื่องเล็กๆในที่มีความสุข เช่น ยังตายไม่ได้เพราะยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลยซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตเธอมีความสุขแล้ว

พลอย เฌอมาล์ย บุญยศักดิ์

หลังจากที่พลอย หายเงียบไปนานสองปีปัจจุบันเธอก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจริงๆแล้วเท่านั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อาการนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 19

ซึ่งรุนแรงแล้วก็หายไป กลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อสี่ปีที่แล้วตั้งแต่เริ่มโดนแบน พลอยให้สัมภาษณ์ว่า ทรมานเหมือนกันแต่เราคิดว่าเราจะพยายามรักษาตัวเองให้ได้ถ้าล้มก็ต้องยืนขึ้นมาให้ได้ยืนไม่ไหวก็ต้องคานคานไปที่ใดที่หนึ่งหาอะไรเกาะแล้วดึงตัวเองขึ้นมาให้ได้ นี่คือวิธีที่เธอต่อสู้กับตัวเองมาตลอดและพูดกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ผ่านไปได้เธอจะเก่งผ่านไปได้เธอจะเก่ง”

ช้อปปิ้งอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ช้อปปิ้งอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างแรกๆเลยคือเราควรต้องช้อปปิ้งอย่างไรให้มีสติ หลายๆคนชื่นชอบในการช้อปปิ้ง

ช้อปปิ้งอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย เวลาช้อปปิ้งแล้วนั้นก็อาจจะหน้ามืดตามัวซื้อๆแหลก แล้วมานั่งเศร้าใจช่วงสิ้นเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินไม่พอเอาได้ง่ายๆ

การช้อปปิ้งไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายอะไร ไม่ใช่การผลาญเงินทิ้งเหมือนที่หลายๆคนเข้าใจ

เพราะคนเราก็ต้องมีการจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องปกติ แต่จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราคงเคยได้ยินหลายๆคนบอกว่าควรเลือกซื้อสิ่งของที่ need คือจำเป็นแต่สิ่งของที่แค่ want คือความอยากได้เฉยๆไม่ต้องซื้อ คำกล่าวนี้ก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปซะทีเดียว

การซื้อของ want บางอย่าง ส่งผลดีนอกจากได้สิ่งของแล้ว ยังส่งผลดีต่อสภาพจิตใจด้วย ทำให้เรารู้สึกแฮปปี้มีความสุข ผ่อนคลาย ไม่เครียด นั่นก็เป็นข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

วิธีช้อปปิ้งให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดมีอย่างไรบ้าง

– ควรจดของ จดรายการที่ต้องการ รวมถึงงบประมาณสำหรับการช้อปปิ้งในวันนั้นๆเอาไว้คร่าวๆ เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่เทเงินช้อปวันเดียวหมด แล้ววันอื่นต้องขังตัวเองอยู่ในบ้าน อยู่ในห้อง เพราะไม่มีเงินในการออกไปไหน จริงไหมล่ะครับ เราควรฝึกตัวเองให้ซื้อในงบที่ตั้งไว้ เพื่อให้ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

– พยายามซื้อของด้วยเงินสดให้มากที่สุด เพราะทุกครั้งที่เราซื้อของด้วยเงินสด เราจะเห็นจำนวนเงินที่จ่ายออกไป ทำให้เรากะเกณฑ์ได้ถูก รวมถึงรู้สึกได้ถึงการจ่ายเงิน ทำให้เราระวังตัวไม่จ่ายมากเกินไปอีกด้วย หากเรารูดบัตร เราจะมองไม่เห็นยอดหนี้ที่เกิดขึ้น รู้ตัวอีกทีสิ้นเดือนก็อาจไม่พอจ่ายเสียแล้ว

– พยายามเปรียบเทียบราคา/คุณภาพ ก่อนซื้อ เราเป็นผู้ซื้อ เรามีสิทธิ์เลือก ฉะนั้นก็ใช้เวลาตรวจสอบคุณภาพ และราคาสินค้าให้ดีให้คุ้มที่สุด บางอย่างอาจจะสวยจริง แต่ราคาแพงเกินไปมากๆ เราก็ต้องตัดใจเอาบ้าง

– อย่าหลงเชื่อแต่ของแถม และของลดราคา เพราะของแถมหรือของลดราคาบางอย่าง คุณภาพไม่ได้ดีเสมอไป ซื้อมาแล้วอาจจะเสียดายเงินไปเปล่าๆ สู้เก็บเงินอีกหน่อยเป็นก้อน ซื้อของใหม่ดีๆเลย จะคุ้มค่ากว่า

– เก็บใบเสร็จ และถุงกล่อง ซองเอาไว้เสมอ หรือยังไม่ต้องรีบแกะป้ายราคาของ เพราะว่าเผื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนสินค้า สินค้าพัง แตกหัก หรือผิดไซส์ ผิดขนาด เราจะได้ทำการเปลี่ยนหรือเคลมได้

 

เป็นไข้เลือดออกผ่านการมีเพศสัมพันธ์

คนแรกของโลก พบชายหนุ่มสเปนป่วยเป็นไข้เลือดออกที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ติดต่อโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เป็นเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เดงกี่ ( Dengue fever )

เป็นไข้เลือดออกผ่านการมีเพศสัมพันธ์ อาการของไข้เลือดออกนั้นจะมีอาการคล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่ จึงต้องหมั่นสังเกตดูให้ละเอียด

ไข้เลือดออกมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์  หากเราป่วยได้รับเชื้อไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว

ร่างกายของเราจะผลิตภูมิคุ้มกันขึ้นโดยจะไม่เป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์นั้นๆอีกตลอดชีวิต แต่อย่าพึ่งแน่นอนใจไป เพราะเรายังสามารถได้รับเชื้อไข้เลือดออกจากสายพันธุ์อื่นๆที่เรายังไม่เคยเป็นอีกก็ได้  โรคไข้เลือดออกมันจะระบาดแพร่กระจายได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และเราสามารถพบพวกยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคนี้ได้มากที่สุดคือในพวกประเทศที่อยู่ในเฃภูมิอากาศเขตร้อน ที่ๆประชากรหนาแน่นได้อีกด้วย 

     ล่าสุดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศสเปนได้เปิดเผยเกี่ยวการค้นพบในครั้งนี้ว่า กรณีที่พบได้เกิดขึ้นที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน พบผู้ชายที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก มีอายุ 41 ปี ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้มาโดยผ่านการมีเพศสัมพันธุ์ที่เป็นคนแรกของโลก เขาได้มีอาการป่วย ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้สูง มีลักษณะอาการของคนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่ อาการเริ่มเป็นหลังจากที่เขาได้ไปมีเพศสัมพันธุ์กับคนรัก ซึ่งปกติโรคไข้เลือดออกนี้จะติดต่อโดยการที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค แต่เมื่อได้ไปสอบถามรายละเอียด ชายคนรักของเขาได้เดินทางไปประเทศคิวบาและสาธารณรัฐโดมินิกันและถูกยุงกัดทำให้ได้รับเชื้อเดงกี่มาและก็มีอาการป่วยก่อนหน้าที่จะมามีเพศสัมพันธุ์ก่อนหน้านี้ 10 วัน แต่ตัวเขาเองไม่ได้เดินทางไปไหนที่ทำให้เกิดภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้เลือดออกได้เลย 

ทางทีมแพทย์ที่สเปนได้นำสเปิร์มของทั้งคู่ไปตรวจ

ซึ่งไม่เพียงแต่จะพบเชื้อไวรัสเดงกี่ที่เป็นไว้รัสของโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังพบเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ส่วนใหญ่จะพบได่แค่ประเทศคิวบาอีกด้วย เนื่องด้วยจากสาเหตุนี้นี่จึงเป็นความรู้ที่มาใหม่เกี่ยวกับเชื้อไวรัสนี้ที่สามารุติดต่อกันโดยการมีเพศสัมพันธุ์ในชายรักชายได้อีกด้วย