Category Archives: สังคมทั่วไป

หลากหลายไอเดียกับชั้นวางรองเท้า

หลายคนมักมีปัญหากับการเก็บรองเท้าเพราะบางคนมีร้องเท้าเยอะมากเกินจนไม่รู้ว่าจะเก็บรองเท้าไว้ที่ไหน เพราะหากถอดรองเท้าไว้เต็มหน้าห้องหรือหน้าบ้านก็จะดูไม่สวยงามและไม่ถูกหลักฮวงจุ้ยที่ดีของบ้านอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีที่จะเก็บรองเท้าให้เข้าที่ดูเรียบร้อยไม่ผิดหลักฮวงจุ้ยมาฝากกันค่ะ

  1. ทำตู้เก็บรองเท้าไว้ด้านข้างของตัวบ้านโดยตู้ของเราเท้าไม่ต้องสูงมากนัก อย่าให้สูงเสมอหัว เอาความสูงไม่เกินเอวก็พอซึ่งความสูงระดับนี้สามารถใส่รองเท้าได้หลายคู่ อาจจะเน้นที่ความยาวก็จะเพิ่มจำนวนคู่ได้มากขึ้น
  2. หรือจะหาที่นั่งมาวางไว้ข้างๆบ้านโดยปัจจุบันมีที่นั่งที่สามารถทำข้างล่างทีนั่งนั้นเป็นที่วางองเท้าได้ด้วย ซึ่งจะทำให้เราประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้อีกด้วย  ซึ่งสะดวกในการใส่รองเท้าอีกด้วยเพราะเราสามารถนั่งใส่รองเท้าตรงเก้าอี้นี้ได้เลย
  3. และหากใครที่อยู่คอนโดหรือห้องเช่าที่มีพื้นที่ไม่มากนักก็สามารถนำรองเท้ามาใส่กล่องสำหรับใส่รองเท้าแล้วนำมาวางไว้ใต้เตียงได้เช่นกัน 
  4. การวางรองเท้าไว้หน้าบ้านหรือหน้าห้องพักควรวางไว้ไม่เกิน 1 คู่ และควรหมั่นทำความสะอาดพื้นที่ตรงที่วางรองเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ และตัวรองเท้าเองก็ควรทำความสะอาดด้วยเช่นกันเพราะจะได้มีโชคลาภเข้ามาหา ซึ่งตามความเชื่อแล้วหากตรงที่วางรองเท้าไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นจะเป็นตัวขัดขวางโชคลาภเงินทองของเราได้เช่นกัน
  5. สำหรับตู้เก็บรองเท้าที่อยู่ในบ้านหรือรองเท้าที่เก็บไว้ในกล่องใต้เตียงควรใส่กันชื้นและใส่ถุงดับกลิ่นเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นที่มาจากรองเท้าโชยออกมา
  6. รองเท้าที่เราเก็บใส่กล่องเอาไว้ถึงแม้จะไม่ได้ใส่ควรหมั่นเอาออกมาพึ่งลม เพื่อให้รองเท้าไม่มีกลิ่นอับบ้างเพราะหากรองเท้ามีกลิ่นเหม็นหรือรองเท้าสกปกติจะทำให้ขัดโชคลาภที่จะเข้ามาหาเราได้

ดังนั้นรองเท้าการจัดการกับรองเท้าก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เพราะการที่เราจะมีโชคลาภเข้ามาหาเราหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บรองเท้าให้สะอาดและตำแหน่งในการจัดเก็บรองเท้าด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งการจัดรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อยจะช่วยเสริมมงคลโชคลาภให้กับเราแล้ว ยังทำให้บ้านของเราดูสะอาด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยใครเห็นต่างก็พากันชื่นชมอีกด้วย ดังนั้นเราควรหมั่นฝึกการจัดเก็บทำความสะอาดรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อยให้เป็นนิสัย เพราะเรื่องรองเท้าก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

ข่าวจับสมคิด พุ่มพวงได้บนรถไฟ

จากกรณีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกฆ่าตาย และจากการสอบสวนพบว่าฆาตกรที่ฆ่าหญิงสาวคนดังกล่าว เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เพิ่งพ้นโทษออกมาจากคุก และอยู่ระหว่างการหลบหนีนั้น ปัจจุบันชาวโซเชี่ยวต่างก็พยายามช่วยกันหาเบาะแสของฆาตกรรายนี้เพื่อส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถตามจับฆาตกรโรคจิตคนนี้ให้มารับโทษให้ได้

ซึ่งผลจากการร่วมมือร่วมใจกันของคนในสังคม ทำให้วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว นาย สมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่องจากที่เป็นโรคจิตคนนี้ได้แล้ว โดยมีคนแจ้งเบาะแสว่าเห็นนายสมคิด พุ่มพวงอยู่บนรถไฟที่นายสมคิด ขึ้นมาจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ กำลังจะเดินทางมาลงที่อยุธยา แต่ถูกจับกุมได้ที่สถานีรถไฟที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเสียก่อน

ซึ่งทางพลเมืองดีที่เป็นคนให้เบาะแสกับตำรวจแจ้งว่า เขาจำนายสมคิดได้จากรอยแผลเป็นที่ใบหน้าและจำตาของนายสมคิดได้  ถึงแม้ว่าตอนอยู่บนรถไฟ นายสมคิดจะทั้งใส่หมวก เอาผ้าปิดปาก แถมยังห่มผ้าห่มก็ตาม เขาจึงทำการโทรแจ้งเบาะแสให้ตำรวจทราบและนำมาซึ่งการจับกุมนายสมคิดได้ในครั้งนี้

             แต่เมื่อจับตัวนายสมคิด พุ่มพวงมาสอบสวน เขาก็ให้การสารภาพว่าเป็นคนฆ่าจริงและเขารู้สึกดีที่ได้บีบคอเหยื่อ และหากครั้งนี้ เข้าต้องโทษประหารชีวิต เขาก็ไม่กลัวตายเพราะยังไงคนเราก็ต้องตายกันทุกคนอยู่แล้ว  ซึ่งขณะที่มีการสอบสวนตำรวจได้เชิญจิตแพทย์เข้ามาฟังคำให้การพร้อมกับนักข่าวด้วย ซึ่งทางจิตแพทย์ยืนยันว่า นายสมคิด พุ่มพวง มีการอาการทางจิตอย่างหนึ่ง

ซึ่งอาการป่วยของนายสมคิด เป็นอาการทางจิตที่ไม่รักษาให้หายขาดได้ดังนั้น ทางจิตแพทย์จึงลงความเห็นว่าคดีของนายสมคิดนั้น สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ตามปกติ เพราะนายสมคิดไม่ได้บ้า เพียงแต่เป็นโรคจิตเภทอย่างหนึ่งซึ่งตอนที่ก่อเหตุฆาตกรรมก็ยังรู้สึกตัว เพียงแต่ว่าเวลาเขาฆ่าคนแล้วเขามีความสุข ดังนั้นเขาจึงกลายมาเป็นฆาตกรต่อเนื่องและที่สำคัญนายสมคิด พุ่มพวง ไม่ควรจะได้ออกมาจากเรือนจำอีกแล้วเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

           การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับคนร้ายได้เร็วขึ้นส่วนหนึ่งต้องขอบคุณทุกคนในสังคมที่ช่วยกันติดตามหาเบาะแส ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำให้ครั้งนี้ สามารถตามจับฆาตกรต่อเนื่องได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ทำให้เราเห็นว่าคนไทย

ยังมีความรักความสามัคคีกันอยู่ ยังช่วยเหลือกันในขณะที่คนในประเทศต้องการความช่วยเหลือ คนไทยยังไม่แตกแยกกันซะทีเดียวเมื่อมีเหตุจำเป็นก็สามารถร่วมมือกันทำงานให้ งานชิ้นนั้นประสบกับความสำเร็จได้ เห็นได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้นั่นเอง 

วิธีการเตรียมพร้อมก่อนพาลูกนั้นไปดูหนัง

การที่เรานั้นจะพาลูกนั้นไปดูหนังนั้นเราอยากให้ลูกน้อยเรานั้นมีประสบการณ์ที่ดีกับการดูหนังซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะว่าด้วยเรื่องบรรยากาศ  ด้วยเสียงภายในโรงหนัง แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาเพียงแค่เรานั้นเตรียมตัวให้พร้อม

  1. อายูนั้นประมาณ  4 ปีขึ้นไป เพราะว่าในช่วงที่อายุนี้หน้าจะเป็นวัยที่เหมาะแก่การเข้าโรงหนังเพราะด้วยเด็กวัยนี้มีสมาธิพอที่จะอยู่นิ่งได้ เพราะในโรงหนังนั้นมืด  และค่อนข้างเสียงดัง ถ้าลูกเล็กกว่านี้อาจจะตกใจได้และร้องไห้ได้  
  2. อธิบายบรรยากาศ  ข้างในโรงหนังให้ลูกฟังว่าเป็นอย่างไรตั้งแต่เริ่มต้นในการซื้อตั๋วหนังและเมื่อเข้าไปแล้ว  ในโรงหนังนั้นจะมืด และเสียงดังอย่างมากและจอหนังนั้นจอใหญ่มาก  
  3. จำลองสถานการณ์  คือเรานั้นต้องจำลองสถานการณ์ว่าในโรงหนังนั้นมีอะไรบ้างและเรานั้นต้องเจอกับอะไรบ้าง  เมื่อเรานั้นเข้าไปแล้วเพื่อที่ให้ลูกของคุณนั้นคุ้นเคยกับเสียงดัง
  4. มารยาทในโรงหนัง  ซึ่งเรานั้นต้องอธิบายมารยาทในโรงหนังว่าต้องทำอะไรบ้างต้องไม่ทำอะไรบ้างเช่น  ไม่เล่นโทรศัพท์ไม่พูดไม่คุยระหว่างที่เรานั้นต้องดูหนัง และไม่ยันเท้าที่เก้าอี้ด้านหน้า  หรือว่าเวลาที่ลูกจะเข้าห้องน้ำนั้นต้องบอกกัน  
  5. รอบหนัง เรื่องที่นั่งและเรื่องเข้าดูเมื่อเรานั้นจะพาลูกไปดูหนังนั้นเราต้องพาลูกไปดูในช่วงรอบเช้าเพราะว่าจะได้หมดปัญหาเรื่องคนเยอะ ซึ่งอาจจะบังจนลูกคุณนั้นมองไม่เห็นหรืออาจรอช่วงปิดเทอมก็เหมาะค่ะเพราะว่าลูกเรานั้นจะได้มีเพื่อนเป็นเด็กๆที่มีพ่อแม่นั้นพามาดูหนังช่วงที่ปิดเทอม
  6. เลือกที่นั่งการที่เรานั้นพาลูกไปครั้งแรกเรานั้นควรเลือกนั่งริมทางเดินเพื่อความสะดวกในการลุกเดินออกไปเพื่อที่เรานั้นเจอสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวหรือว่างอแง  หรือว่าร้องไห้ เรานั้นจะได้เดินออกได้ง่าย
  7. ภาพยนตร์ที่ดูเรานั้นควรที่จะหาข้อมูลและลายระเอียดหนังบางเรื่องอาจจะเป็นการตูนก็จริงแต่อาจจะไม่เหมาะกับลูกน้อยเราก็ได้ 
  8.  อุปกรณ์  อย่าลืมว่าในโรงหนังนั้นมีอากาศที่เย็นซึ่งเรานั้นต้องเตรียมผ้าห่มหรือว่าเสื้อคลุมเพื่อเอาเข้าไปให้ลูกน้อยเรานอกจากนี้อาจจะมีแก้วน้ำ  หรือว่าทิชชูเปียกมีติดไปด้วยเพื่อใช้

นี่คือสิ่งที่เรานั้นต้องรู้ก่อนที่เรานั้นจะเอาลูกน้อยไปดูหนังเราก็ควรที่จะปฏิบัติก่อนที่จะเข้าในโรงหนังเพื่อที่คนอื่นๆนั้นจะได้ไม่ลำคารญลูกน้อยของเรา เราคิดว่าลูกน้อยของคุณนั้นหน้าจะทำได้ 

การปฏิบัติตัวในการเข้าโรงหนัง

ถึงแม้ว่าเรานั้นจะเสียเงินในการที่เรานั้นเข้าไปดูหนังนั้นเหมือนกันทุกคนแต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเรานั้นต้องมีสิทธิ์มากกว่าคนอื่นเพราะว่าคนอื่นๆนั้นเขาก็เสียเงินมาดูหนังเหมือนกัน

และเมื่อเรานั้นเข้าไปดูหนังนั้นเราควรที่จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าไปในโรงหนังนั้นแล้ว

  1. อย่าส่งเสียดัง  อันนี้คือข้อแรกเลยการที่เรานั้นเข้าไปดูหนังคือว่าเรานั้นอย่าส่งเสียงดังเพราะว่าคนข้างๆนั้นอาจจะลำคารณเอาได้เหมือนกันหรือว่าแม้กะทั่งการกินการเคี้ยวก็ด้วยเหมือนกันเพราะว่าผู้ที่มาชมหรือว่ามาดูหนังนั้นเขาเข้ามาดูหนังไม่ใช่ว่าเสียเงินมาดูคุณคุยกันและกินขนมเสียงดัง  
  2. ปิดเสียงโทรศัพท์  และควรหลี่ไฟหน้าจอ  เป็นอันที่รู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อเรานั้นเข้าโรงหนังเราควรที่จะปิดเสียงโทรศัพท์หรือว่าเรานั้นมีความจำเป็นที่ต้องรับสายนั้นให้เรานั้นออกไปรับสายข้างนอกเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนคนอื่นในที่เขานั้นกำลังดูหนังอยู่และควรที่จะหลีไฟหน้าจอด้วยเพราะว่าแสงนั้นไปรบกวนคนข้างๆที่เขานั้นนั่งดูหนัง
  3. อย่าถีบเบาะคนข้างหน้า  อันนี้เรื่องที่เรานั้นต้องเจอกันอย่างบ่อยเพราะว่าคนที่นั่งข้างหลังนั้นชอบเอาเท้านั้นมาพาดที่เบาะคนข้างหน้าซึ่งเป็นมารยาทที่แย่อย่างมากเพราะว่าเขานั้นอาจที่จะต้องลำคราญคุณและเขานั้นต้องพลาดที่ดูหนังจุดสำคัญของเรื่องก็เป็นไปได้ 
  4. ควรมาให้ตรงเวลา   แน่นอนอยู่แล้วว่ามารยาทในการที่เรานั้นต้องดูหนังคือว่าเรานั้นต้องไปให้ตรงต่อเวลาเพราะว่าหากเรานั้นมาช้าแล้วเรานั้นเลือกที่นั่งตรงกลางนั้นจะทำให้คนที่เขานั้นมาก่อนต้องลูกขึ้นให้กับคุณเพราะว่าที่นั่งของคุณนั้นอยู่ตรงกลางเพราะฉะนั้นเราควรที่จะไปให้ตรงเวลาในตอนที่หนังเรานั้นฉาย
  5. เรื่องกลิ่นเสื้อผ้า  กลิ่นเท้า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกเลยเพราะว่าเรานั้นต้องนั่งอยู่กับผู้คนที่มากมายหลายหน้าตาแล้วถ้าเรานั้นต้องนั่งอยู่กับคนที่มีกลิ่นเสื้อผ้าเหม็นหรือว่ากลิ่นเท้านั้นเราต้องอวกแตกหรือไม่นั้นเราก็ต้องเลิกดูหนังเพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะต้องทนกลิ่นที่เหม็นนั้นได้ถ้าเรานั้นรูตัวว่าเรานั้นเป็นคนที่มีเรื่องเกี่ยงกับเสื้อผ้าที่เหม็นหรือว่ากลิ่นเท้านั้นก็ควรที่จะเช็คตัวเองก่อนที่จะเข้าโรงหนังนะ 
  6. โรงหนังไม่ใช่โรงแรมที่ไม่ใช่ทุกคู่นั้นต้องเข้ามาแสดงความรักกันที่นี่เพราะว่าที่นี่คือสถานที่ส่วนรวมที่ต้องใช้กันและ ต้องให้เกียจคนรอบข้างด้วยไม่ใช่ว่าจะนั่งกอดลูบคล่ำกันอันนี้ก็ไม่ได้นะ 
  7.  เมื่อคุณนั้นเข้าไปในโรงหนังแล้วไม่ว่าคุณนั้นจะดูหนังเรื่องนี้มากี่รอบแล้วก็ตามเรานั้นควรที่จะเงียบไม่ใช่ว่าคุยอวดจนทำให้คนที่อยู่รอบข้างๆนั้นเขาจะเสียอารมณ์ในการที่เรานั้นดูและอาจจะทำให้เขานั้นหงุดหงิดคุณนั้นได้เพราะว่าเขานั้นก็เสียตังเข้าไปดูเหมือนกันอย่าสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น 

วันหยุดอยู่บ้านก็สนุกได้

หลายๆคนคงจะต้องมีวันหยุดพักผ่อนจากทำงาน หรือ จากการเรียน อยู่แล้วแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน แล้ในวันหยุดเราจะทำอะไรกันดีล่ะถ้าไม่ใช่การพักผ่อน นิยามคำว่า พักผ่อน

ของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากเลยก็ว่าได้ เพราะสำหรับการพักผ่อนของแต่ละคนไม่เหมือนกันแน่นอน บางคนวางแผนการพักผ่อนด้วยการไปเที่ยว ศึกษาหาข้อมูลการเที่ยวแบบที่ตัวเอง เลือกสถานที่ นั้นแปลว่าคนเหล่านี้ชอบการพักผ่อนโดยการออกเดินทาง ถึงแม้ว่าหลายๆคนจะคิดว่าการเดินทางออกจากบ้านไปที่อื่นมันเหนื่อย

จะเป็นการพักผ่อนได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนั้นเราคิดว่าการพักก็ขึ้นอยู่กับความสบายของคนนั้นด้วยเช่นกัน และอีกแบบหนึ่งก็คือการพักผ่อนอยู่ อาจจะดูฟังน่าเบื่อนะว่าการอยู่บ้านมีอะไรทำอย่างนั้นหรือ รู้สึกน่าเบื่อ แต่อย่างที่ได้กล่าวไปนั้นว่าคือความสบายใจของแต่ละคน

ลองมาดูกันไหมว่าจะกิจกรรมพักผ่อนอยู่บ้านแบบไหนบ้างที่จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างดี

1.หาดูหนัง/ซีรีส์ ลองเปิดหาหนัง หรือ ซีรีส์ดูสักเรื่องไหม เพราะถ้าหากคุณไม่ได้ชอบการออกข้างนอก ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ การเปิดหาหนังหรือซีรีส์ดูสักเรื่องก็สนุกไม่น้อยนะ คุณจะได้สนุกไปกับเลือกหนังอีกด้วย

2.อ่านหนังสือเล่มโปรด ฟังแล้วดูอาจจะน่าเบื่อ แต่คุณจะอ่านหนังสือที่ตัวไม่ชอบไปทำไหมกันล่ะ ก็หยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่มเป็นหนังสือที่คุณชอบดูสิอย่างเช่น หนังสือนิยาย หรือ หนังสือการ์ตูน ที่จะช่วยให้ความบันเทิงแก่คุณได้

3.ทำความสะอาดบ้าน ไหนก็ถือว่าเป็นวันหยุดแล้ว ลองมาสร้างโปรแกรมบิ๊กคลีนนิ่ง การทำความสะอาดครั้งใหญ่ดีไหม โดยปกติเราอาจจะแค่กวาด ถู เช็ด ปกติ แต่ในวันหยุดที่มีมากแบบนี้ลองรื้อของออกมาทำความสะอาดและจัดห้องใหม่ดู จะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

4.ฝึกเข้าครัวทำอาหาร โดยเฉพาะสาวๆที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องนี้ เป็นเวลาที่เราจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ลองเปิดดูสูตรอาหารในอินเตอร์เน็ตหรือจากยูทูป และลองทำดูสิ เผื่อว่าวันหนึ่งที่เราทำจนอร่อยแล้วเราจะสามารถทำให้ตัวเองและคนอื่นทานได้ แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

5.ออกกำลังกาย ถึงเวลาแล้วที่จะลบล้างคำว่า ไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย ออกไป ในเมื่อมีเวลาว่างๆสัก 1-2 วัน ก็สามารถแบ่งเวลาจากทั้งวันมาออกกำลังประมาณ 15-20 นาทีก็พอ หรือถ้าจะให้ดีก็ 30-45 นาทีขึ้นไป อย่างน้อยในวันว่างๆก็มาเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงได้