วิถีชีวิตแม่บ้านวันอาทิตย์

เมื่อวันอาทิตย์มาเยือนวันนี้ตำแหน่งแม่บ้านเป็นของฉัน  ซึ่งภายใน 7 วันก็จะมีแค่วันนี้วันเดียวแหละที่ฉันได้รับตำแหน่งนี้ ส่วนอีก 6 วันที่เหลือวันจันทร์ถึงวันเสาร์ฉันมีตำแหน่งเป็นสาวออฟฟิศทำงานหาเงิน ฉันไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นวันอาทิตย์เค้าใช้ชีวิตกันยังไง

แต่สำหรับฉันวันอาทิตย์คือวันที่จะต้องเคลียร์งานบ้านทุกอย่างให้เรียบร้อย วิถีชีวิตแม่บ้านในแบบฉบับของฉันเป็นยังไงวันนี้จะมาเล่าให้เพื่อนฟังกันค่ะ

         เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนเช้าเป็นเวลาตีห้าครึ่ง ฉันเริ่มลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน หุงข้าวทำกับข้าวให้สามีทาน เพราะวันนี้สามีจะต้องออกจากบ้านไปทำงานตอน 7 โมงเช้า หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จและส่งสามีไปทำงานแล้ว กิจกรรมทำงานบ้านต่างๆก็เริ่มต้นขึ้น 

       กิจกรรมแรก ฉันเอาผ้าลงไปปั่นในเครื่องซักผ้า จากนั้นลงมือกวาดบ้าน ดูดฝุ่นขนแมวที่พื้น แล้วต่อด้วยถูบ้าน  เชื่อไหมว่าถูบ้านยังไม่เสร็จดีเลย เครื่องซักผ้าก็ส่งเสียงร้องเตือนว่าตอนนี้ผ้าซักเสร็จแล้ว ให้เอาผ้าไปตากได้  พอตากผ้าเสร็จก็ได้เวลาที่ฉันต้องอาบน้ำ และหาข้าวกลางวันกิน 

     กิจกรรมที่สอง หลังจากกินข้าวเสร็จตอนเที่ยงฉันจะต้องออกไปหาซื้อของใช้เข้าบ้าน ก่อนออกไปต้องสำรวจและจดให้เรียบร้อย ว่ามีของใช้อะไรที่หมดบ้าง ซึ่งวันนี้สิ่งที่จะต้องซื้อก็มีด้วยกันหลายอย่างเช่น ข้าวสาร กระดาษทิชชู น้ำยารีดผ้า ครีมอาบน้ำ เป็นต้น ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปซื้อที่ร้านเอกภาพ เพราะมันอยู่หน้าปากซอยทางเข้าบ้าน

และมันยังเป็นร้านที่ถูกที่สุดในละแวกนี้ ขณะกำลังเลือกซื้อของอยู่นั้นคุณสามีก็ส่งไลน์มาบอกว่าให้ซื้อนมสดขวด 2 ลิตรให้ด้วยนะ เมื่อได้ของครบตามที่จดมา ก็ไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์  จากนั้นขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้าน เก็บของที่ซื้อมาเข้าเรียงในชั้นอย่างเป็นระเบียบ  แล้วหาน้ำเย็นๆมากินพร้อมนั่งพักเหนื่อยไปในตัว

      กิจกรรมที่สาม คือการนอนหลับพักผ่อนสายตาสัก 1 ชั่วโมง ก่อนนอนได้ตั้งนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นมาตอนบ่ายสามโมง เพื่อจะเก็บผ้าและรีดผ้าให้ครบทุกตัว ซึ่งวันนี้ฉันใช้เวลารีดผ้าไปนานเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะว่าเสื้อผ้าชุดทำงานของฉันกับของสามีมันเยอะมาก

  กิจกรรมที่สี่ สำหรับฉันวันนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมสุดท้ายเพราะว่างานบ้านทุกอย่างได้ทำหมดแล้ว นั่นก็คือการปั่นจักรยานไปออกกำลังกายที่เทศบาลตอน 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเย็น ไม่ว่าระหว่างวันฉันจะทำงานบ้านมาเหนื่อยแค่ไหนฉันก็จะไม่ลืมที่ต้องไปออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวฉันเอง

เพื่อนๆคะไม่ว่าในแต่ละวันคุณจะทำกิจกรรมอะไรต่างๆมามากมาย ยังไงก็อย่าลืมออกไปออกกำลังกายกันด้วยนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    จีคลับ เล่นออนไลน์

การรับมือกับสังคมการทำงานในออฟฟิศ

สังคมนักสู้ของมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา  แน่นอนว่าการใช้ชีวิตร่วมกันในการทำงานจะต้องมีปัญหาหลายอย่างตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติที่ไม่ตรงกัน  การแก่งแย่งชิงดี  การนินทาว่าร้าย การตีสองหน้าคอยแทงด้านหลัง

  หรือแม้กระทั่งเรื่องการคอยจับผิดเพื่อเอาหน้า  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายคนอ่อนแอจนกระทั่งยอมแพ้จนต้องหาทางออกด้วยการ “ลาออก” ในที่สุด  แต่ยังมีหลายคนที่ดำเนินชีวิตของตนเองในสังคมเดิมๆต่อไปได้  แถมคนเหล่านั้นก็ยังสามารถเจริญก้าวหน้าในสายงานขึ้นอีกด้วย  

รับมือกับสังคมการทำงานในออฟฟิศอย่างไร???  ถึงจะอยู่รอด!!!

  1. รู้จักวางตัว : การรู้จักกาละเทศะไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกหรือการออกความคิดเห็น  เราต้องรู้จังหวะที่ควรพูดหรือจังหวะที่ควรเงียบ  และต้องรู้หน้าที่ของตนเองไม่ก้าวก่ายหน้าที่หรือสายงานของคนอื่นแม้ตัวเองจะทำได้ก็ตาม  ต้องไม่ทำตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคม  ให้รู้จักถ่อมตัวเวลาเข้าหาผู้ใหญ่หรือคนที่แก่สายงานมาก่อน จึงจะพาตัวเองให้อยู่รอดได้นั่นเอง 
  2. ฟังให้เยอะ : การฝึกตัวเองเป็นคนพูดให้น้อยและรู้จักรับฟังให้มากขึ้นมักจะดีกว่า ซึ่งการฟังจะทำให้เรามีสมาธิ รู้จักตั้งสติกับเรื่องที่ฟังแล้วนำมาต้องไตร่ตรองถึงเหตุและผล รู้จักเลือกฟังแต่สิ่งดีๆเพื่อนำข้อมูลนั้นไปต่อยอดกับการทำงานได้หลากหลาย 
  3. พูดให้น้อย : “คิดก่อนพูด” ประโยคสุดฮิต หลายคนที่ขาดสติจากการพูด นึกอยากจะพูดก็พูด ไม่คิดถึงผลที่จะตามมา  ดังนั้นก่อนเอ่ยปากที่จะเล่าหรือพูดกับใครให้คิดดีๆก่อนที่พูดออกไป เพราะในบางครั้งเรื่องที่พูดกับคนที่ฟังอาจนำไปสื่อสารต่อ โดยชักนำศัตรูมาหาเราโดยไม่ตั้งใจ  
  4. รู้จักสังเกต : จากสุภาษิตที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”  ยังคงใช้ได้เสมอ การอยู่ให้รอดและอยู่เป็นเราต้องรู้จักสังเกตุเพื่อนร่วมงานหรือสไตล์การทำงานของสายงานเดียวกันว่าเขาทำงานกันอย่างไร บุคลิกของแต่ละคนจะเข้าหาได้ในแนวไหนในเวลาที่ต้องคุยงาน  เช่น ในสายงานที่เราทำอยู่เน้นการสื่อสารกันทางเมล์มากกว่าการโทรแจ้งหรือไลน์  เราควรหมั่นเช็คและใช้การตอบกลับในช่องทางนั้นๆ เพื่ออัพเดทตัวเองให้ทันกับสถานการณ์ของทีมงาน
  5. ปฏิเสธให้เป็น : เราต้องรู้จักการปฏิเสธเมื่อควรปฏิเสธ หากเราทำได้ทุกอย่างเมื่อมีการขอความช่วยเหลือหรือโอนงานมาให้ สุดท้ายเราจะต้องมานั่งทำงานให้เขาจนกลายเป็นงานของเราต้องรับผิดชอบต่อไป  ดังนั้นต้องปฏิเสธให้เป็นหรือแกล้งโง่บ้างก็ดี  เพราะการแคร์คนที่ไม่ควรแคร์หรือมีน้ำใจไม่ถูกที่ในบางครั้งหากเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเหมือนทุกครั้ง  เราอาจถูกว่าไร้น้ำใจในที่สุด
  6. อย่าสร้างศัตรู : สังคมการทำงานสิ่งที่ควรระมัดระวังคือคำพูด ไม่เอาแต่พูดสนุกปากหรือว่าร้ายนินทาคนอื่นจะเป็นการสร้างศัตรูมาให้ตนเองเปล่าๆ  แต่ถ้ารู้จักสร้างรอยยิ้ม ไม่ถือตัวและมีน้ำใจรู้จักช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เพื่อเป็นการสร้างมิตรภาพแถมยังทำให้ตนเป็นที่น่าคบหาด้วยนั่นเอง
  7. รู้จักปล่อยวางและมองโลกอย่างเข้าใจ : หลายครั้งที่เจอปัญหาเกี่ยวกับงานไม่ว่าจะเป็นการถูกบ่น ถูกตำหนิ หรือคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกถดถอยจากหัวหน้างานหรือเพื่อร่วมงานก็ตาม เราต้องรู้จักการเติมพลังบวกให้ตัวเองด้วยการมองโลกในแง่ดี  หรือการปล่อยวาง  โดยการทำความเข้าใจว่าไม่มีคนไหนที่ทำงานแล้วไม่ผิดพลาด  หรือไม่มีใครที่ไม่เคยถูกตำหนิ แต่จงรับฟังแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขอย่างยินดี  และมองให้เป็นเรื่องธรรมดา

 

การใช้ชีวิตร่วมกันกับ “คน” ร้อยพ่อพันแม่  ไม่แปลกเลยที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งต่างๆตามมา  แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคมนั้นให้รอดนั้น เราต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นเหยื่อของความอ่อนแอและยอมแพ้ไปในที่สุด  แต่จะทำอย่างไรเพื่อตั้งรับการสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น  ดังนั้นเราจึงต้องมี “สติ” ค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

หนีงานแต่งหอบเอาเงินค่าสินสอดไปด้วย

             มีรายงานข่าวจากทางช่องอรุณอัมรินทร์ รายงานว่า ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีว่าที่เจ้าสาวหนีงานแต่งงานในวันแต่งงานของตนเอง ซึ่งสถานที่เกิดเหตุคือ บ้านหนองนกเกรียน โดยในรายงานข่าวระบุว่าว่าที่เจ้าสาวชื่อ หมวย อายุ 23 ปี

ได้หนีงานแต่งทั้งที่มีการจัดเตรียมงานไว้เรียบร้อยแล้ว โดยทางฝ่ายเจ้าสาวรับเรื่องอาหารเลี้ยงแขกที่มาในงาน ส่วนเจ้าบ่าวก็เตรียมสินสอด แต่ก่อนวันแต่งงานเจ้าบ่าวได้โอนเงินค่าสินสอดเป็นจำนวนเงินสามหมื่นบาทมาให้เจ้าสาวเก็บเอาไว้

ซึ่งในวันที่หมวยหายตัวไป หมวยได้บอกกับทุกคนที่บ้านว่าจะไปกดเงินค่าสินสอดออกมาเก็บไว้ใช้วันงาน และได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไป หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อหมวยได้อีกเลย ซึ่งระยะทางจากบ้านไปจุดที่กดเงินอยู่ห่างกัน 13 กิโลเมตร ทั้งว่าที่เจ้าบ่าวและพ่อแม่ของเจ้าสาวต่างก็พากันเป็นห่วงเจ้าสาวกันมาก

ซึ่งทางเจ้าบ่าวเล่าให้ฟังว่า การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้มีการบังคับใจกันเป็นการสมัครใจของทั้งคู่ ซึ่งทั้งคู่คบหาดูใจกันมาได้หนึ่งปีกว่าแล้วจึงจะแต่งงานกันและทั้งคู่ก็รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมแล้วเพราะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน

ต่อมาเมื่อเรียนจบต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานและหมวยก็ไปแต่งงานมีสามี จนมีลูกด้วยกัน 2 คนและทางหมวยเองก็ได้เลิกกับสามีคนนั้นตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วแล้ว  ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและพ่อแม่ของเจ้าสาวต่างก็เป็นห่วงเจ้าสาวกันมาก ตอนนี้ได้ประกาศยกเลิกงานแต่งไปก่อนและพากันตามหาตัวว่าที่เจ้าสาวกันอยู่เพราะเกรงว่าจะไปเกิดอุบัติเหตุที่ไหนสักแห่ง

และทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ได้ประกาศผ่านข่าวว่าหากเจ้าสาวมีเรื่องอึดอัดไม่สบายใจอะไรก็มาคุยกันได้ หรือหากเงินไม่พอก็ติดต่อมาจะโอนเงินให้ขอให้กลับมาคุยกันเท่านั้น หากไม่อยากแต่งงานก็สามารถบอกกันได้

           เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เรายังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าเจ้าสาวหนีงานแต่งงานจริงหรือไม่ เพราะเธออาจจะประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไปกดเงินก็ได้ คงต้องรอการติดตามตัวแล้วให้เธอออกมาบอกด้วยตัวเองก่อนดีกว่า

เพราะหากตามที่เจ้าบ่าวบอกว่าคบกันมาเป็นปี ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะมาหลอกให้แต่งงานกันอีกอย่างก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็จะมองหน้ากันไม่ติด ตอนนี้คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามสืบหาตัวว่าที่เจ้าสาวกลับมาบ้านให้ได้ก่อน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   UFABET168

เด็กหกขวบขี่จักรยานทับรถบังคับลูกสาว

        เหตุเป็นเพราะเด็กหกขวบขี่จักรยานทับรถบังคับลูกสาวสุดที่รักพัง หนุ่มอบต. เลือดร้อนตบเด็กหน้าบวมตุ่ยเลย

                  สำหรับพ่อแม่ทุกคนแล้วลูกของเราสำคัญที่หนึ่งใครจะมาแตะต้องหรือรังแกไม่ได้  เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็รักลูกของตัวเองกันทั้งนั้น หากเราต้องมาเห็นลูกสุดที่รักถูกรังแกก็คงจะไม่มีใครทนได้ เหมือนอย่างในข่าวที่กำลังเป็นที่โด่งดัง

อยู่ในขณะนี้เรื่องผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่การงานดี มีครอบครัวแล้วเห็นลูกสาวถูกเด็กคนอื่นมารังแกลูกของตนจนเกิดอาการสติหลุดเผลอตบหน้าเด็กชายอายุแค่เพียง 6 ขวบจนแก้มบวมช้ำ เด็กร้องไห้วิ่งไปฟ้องครอบครัว ซึ่งเมื่อสืบหาของที่มาของเหตุการณ์นี้ทั้งสองฝ่ายกลับพูดไม่ค่อยจะตรงกัน

โดยเหตุการณ์คร่าวๆสำหรับเรื่องนี้คือ พ่อได้ซื้อรถบังคับให้กับลูกสาวเป็นของขวัญปีใหม่ แล้วเด็กนำออกมาเล่นที่นอกบ้าน เด็กผู้ชายขี่จักรยานผ่านมาแล้วทับรถบังคับเด็กผู้หญิงพัง เธอจึงร้องไห้ไปฟ้องพ่อ และพ่อก็ออกมาแล้วตบเด็กชายจนหน้าบวม

นี่คือคำให้การของทางฝั่งเด็กชายและครอบครัว ส่วนฝั่งเด็กหญิงบอกว่า อันที่จริงแล้วเด็กหญิงเล่นของเล่นอยู่แล้วเด็กชายพยายามที่จะขี่จักรยานตามทับรถบังคับ ซึ่งทางพ่อของเด็กหญิงได้บอกให้ลูกสาวย้ายที่เล่นแล้ว

แต่เด็กผู้ชายก็ยังไม่ยอมเลิกกวน พยายามขี่จักรยานตามรถบังคับแล้วไปทับรถบังคับพังจนได้ เมื่อพ่อของเด็กเห็นลูกสาวตัวเองร้องไห้เสียใจประกอบกับเวลาที่ต่อว่าเด็กชาย เด็กชายมีอาการไม่เกรงกลัว และไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปซ้ำยังแลบสิ้นใส่จึงทำให้หนุ่ม อบต. สติหลุดเผลอตบหน้าเด็กชายไป 2 ที เป็นเหตุให้เด็กชายร้องไห้กลับบ้านไปฟ้องที่บ้าน

และก็มีการมาเจรจาตกลงกันทั้งสองฝ่ายที่บ้านเด็กชาย โดยทางครอบครัวเด็กชายร้องขอเงินไป 1000 บาทแต่ทาง หนุ่ม อบต. และภรรยาขอต่อรองลงมาเหลือแค่ 500 บาททำให้ครอบครัวเด็กชายไม่ยอมตกลง และไปทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจข้อหาทำร้ายร่างกาย

              ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากเด็กสองคนทะเลาะกันแล้วมีผู้ปกครองเข้ามาแทรก แต่อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้ว คนเราทุกคนรักลูกของตัวเองกันทั้งนั้น เชื่อว่าฝ่ายเด็กชายก็คงเกเรไม่น้อยถึงได้มาแกล้งขี่รถจักรยานจะทับรถบังคับของคนอื่น

แต่เด็กยังไงก็คือเด็ก ทางฝ่ายหนุ่ม อบต. ก็ไม่ควรทำร้ายเด็กแรงจนเกินไป ปัญหานี้หากชายหนุ่มไม่ทำร้ายเด็กแต่ไปเรียกร้องกับทางครอบครัวของเด็กชายให้รับผิดชอบด้วยการซื้อของเล่นคืน น่าจะเป็นการกระทำที่ดีกว่า เพราะการทำร้ายเด็กต่อให้มีเหตุผลร้อยแปดยังไง สังคมก็มองว่าคุณผิดอยู่ดี

        

ได้รับการสนับสนุนโดย     ีดฟิำะ

พนักงาน ทอท.’ โพสต์เหยียดลูกค้า

ข่าวพนักงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวเปรียบเทียบลูกค้าที่มาใช้บริการเหมือนสัตว์

                 กำลังเป็นกระแสร้อนแรงเป็นอย่างมากในโลกสังคมออนไลน์เพราะมีหญิงสาวรายหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มีการโพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง ระบุข้อความว่า “ สวนสัตว์เปิดแล้วจ้า  มาทุกประเภทสัตว์ “  ซึ่งข้อความนี้ได้มีการหลุดออกมาและมีการแชร์กันเป็นจำนวนมากซึ่งใครที่ได้เห็นข้อความนี้ต่างก็ไม่พอใจ

พากันโกรธแค้นพนักงานคนนี้และเรียกร้องให้ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกมารับผิดชอบต่อการกระทำของพนักงานคนนี้ ซึ่งข้อความดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นดังจนมีการนำเสนอข่าวนี้ออกทางสื่อทีวีช่อง 3 และเมื่อทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ได้ทราบถึงปัญหาดังกล่าวก็มีแถลงการณ์เป็นหนังสือออกมาขอโทษประชาชน โดยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลเพราะมีการโพสต์ในเฟสบุ๊กส่วนตัว แต่ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ก็ได้มีการเรียกพนักงานท่านนั้นมาว่ากล่าวตักเตือนและสั่งให้พนักงานลบโพสต์ดังกล่าวออกไปแล้ว ทั้งนี้ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะมีการตั้งกรรมการสวบสวนพนักงานคนนี้ถึงการกระทำดังกล่าวเพราะถึงแม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

แต่ก็ขัดกับกฎระเบียบของทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน  และหลังจากที่มีแถลงการณ์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกมาเฟสบุ๊กของพนักงานคนดังกล่าวก็ได้มีการลบโพสต์ขอ้ความที่มีกระแสดังออกไปแล้ว

และได้มีการโพสต์แสดงข้อความขอโทษประชาชนพร้อมทั้งระบุว่าประโยคคลาสสิกสำหรับคนทำความผิดโดยไม่คิดว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และถึงแม้จะมีการโพสต์ขอโทษออกมาแต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังมีท่าทีไม่พอใจ ต้องการให้พนักงานคนนั้นออกมารับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองมากกว่านี้

               การที่ใครก็ตามจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตนเองนั้นไม่มีค่าว่าอะไร แต่การที่ด่าพาดพิงคนอื่นไปทั่วโดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรคุณเลยเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง พนักงานคนนี้สมควรได้รับการลงโทษสถานหนักถึงความปากพล่อยพูดหรือพิมพ์อะไร

โดยไม่คิด เขียนแค่ต้องการความสนุกสนานของตัวเองเท่านั้น การทำงานบริการนั้นย่อมต้องเจอคนนิสัยทั้งดีและไม่ดี ซึ่งพนักงานที่ดีควรทำงานด้วยคำตั้งใจและไม่ควรแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา หากรู้สึกไม่พอใจมาก

สิ่งที่คุณทำได้คือการระบายอารมณ์กับเพื่อนกับคนในครอบครัวและควรต่อว่าเฉพาะคนที่เขาทำไม่ดีกับคุณแต่ไม่ควรด่ากราดไปทั่วแบบนี้เพราะเมื่อข้อความที่คุณโพสต์มันหลุดรอดออกมาให้คนในสังคมเห็นผลลัพธ์ที่ตามมามันน่ากลัวกว่าที่คุณคิด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   UFABET เว็บตรง

รู้หรือไม่ อินโดนีเซียกำลังสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่

สาเหตุหลักของการที่ประเทศอินโดนีเซียต้องการย้ายเมืองหลวงนั้นเป็นเพราะว่า จาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียในปัจจุบันนั้นต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว

และเมืองหลวงใหม่ที่จะทำการแล้วเสร็จจะเปิดในปี2024ก็คือ เกาะบอร์เนียว จังหวัดกาลิมันทางตะวันออก อยู่ใกล้กับเมืองมารินดา และ เมืองบาลิกปาปัน ซึ่งเป็นเมืองสำคัญที่ใช้ในการขนส่งน้ำมันกับถ่านหิน โดยมีพื้นที่ 1,800 ตารางกิโลเมตร

ทางผู้นำของประเทศอินโดนีเซียได้กล่าวว่า เกาะบอร์เนียวเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ตั้งอยู่กลางประเทศอินโดนีเซีย และยังตั้งอยู่นอกวงแหวนแห่งไฟ ที่จะไม่ทำให้ประสบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีกด้วย การย้ายเมืองหลวงยังมีสาเหตุอีกมากดังนี้

1.เมืองหลวงปัจจุบันกำลังจม กรุงจาการ์ตาและเกาะชวามีประชากรที่แออัดอยู่ในอันดับต้นๆของโลก ปัจจุบันเกาะแห่งนี้มีบ้านราวๆ 54% ของประชากรทั้งหมด 260 ล้านคน ทำให้กรุงจาการ์ตาเกิดปัญหาแอดอัดกว่าที่จะรับได้อีกแล้ว และยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม

แผ่นดินทรุดตัว แผ่นดินไหว นั้นเป็นเพราะกรุงจาการ์ตาตั้งอยู่ติดกับทะเลชวา โดยมีแม่น้ำ 13 สายไหลผ่านตัวเมือง ส่งผลให้น้ำท่วมเมืองอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งกรุงจาการ์ตามีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินที่เร็วมาก และคาดการณ์ว่า 95% ของพื้นที่ตอนเหนือของกรุงจาการ์ตา

ที่อยู่ติดทะเลชวาจะจมน้ำหายไปภายในปีค.ศ.2050 เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตอนเหนือของกรุงจาการ์ตาได้ทรุดตัวลงไป 2.50 เมตร ในตอนนี้เกือบครึ่งเมืองอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงทำให้ผู้นำของประเทศเปลี่ยนเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน

2.เมืองหลวงแห่งใหม่เสี่ยงภัยน้อยกว่า อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าเมืองหลวงใหม่คือ เกาะบอร์เนียว อยู่ใจกลางประเทศอินโดนีเซีย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่นอกวงแหวนแห่งไฟ

จึงทำให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิดน้อยที่สุด มีกำหนดการว่าจะเริ่มสร้างเมืองหลวงใหม่ในปีพ.ศ.2564 และเริ่มย้ายหน่วยงานต่างๆเข้าไปในปีพ.ศ.2567

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

การเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยก่อนเข้าเรียนอนุบาล

ในสมัยอดีตนั้นเวลาที่เราจะส่งลูกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเด็กมักจะเข้าเรียนตอนอายุประมาณ 7 ขวบโดยจะเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่หลังจากเวลาผ่านไปโรงเรียนมีการเปิดการเรียนการสอนและมอบโอกาสให้เด็กได้มีการเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้น

จึงเริ่มมีการเปิดให้เรียนระดับชั้นอนุบาลซึ่งในปัจจุบันนั้นเด็กที่จะเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลได้นั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถเบื้องต้นด้วย

โดยหลายโรงเรียนจะต้องมีการสอบสัมภาษณ์เด็กว่าเด็กมีความรู้มากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะรับเด็กเข้าโรงเรียนเรามาดูกันว่าความรู้ขั้นพื้นฐานที่เราควรจะเตรียมให้กับลูกน้อยของเราก่อนที่จะเข้าเรียนอนุบาลนั้นแต่ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง

       หากใครที่เคยพาลูกไปเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลจะพบว่าคุณครูที่โรงเรียนจะต้องมีการสอบสัมภาษณ์เด็กซึ่งสิ่งที่เขาจะต้องถามเด็กนั้นได้แก่เด็กมีความรู้เรื่องของตัวอักษรหรือไม่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยเขาจะต้องมีการให้เหล็กทดสอบว่าตัวหนังสือที่คุณครูชี้ให้ดูนั้นอ่านว่าอะไรซึ่งเด็กจะต้องตอบได้ค่อนข้างดี

ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นพ่อแม่ก่อนที่จะพาลูกไปเข้าเรียนหนังสือควรจะมีการสอนลูกให้รู้จักการอ่าน  ก-ฮ และ a ถึง z เพื่อที่จะได้มีความรู้เบื้องต้นเวลาที่ไปเรียนในระดับชั้นอนุบาลเด็กจะได้เข้าใจเนื้อหาที่คุณครูสอนได้อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเด็กจะต้องนับเลขเป็นอย่างน้อย 1 ถึง 10 จะต้องสามารถบอกได้ว่าเลข 1 ถึงเลข 10 เขียนยังไงบ้างและใน 1-10 นั้น

มีเลขอะไรอยู่บ้างรวมถึงเราเองในฐานะพ่อแม่จะต้องมีการสอนลูกเกี่ยวกับเรื่องของสีโดยเราสามารถให้ลูกเราดูผ่านทางสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นทีวี  หรือแม้แต่หนังสือ  ซื้อสิ่งของที่อยู่ภายในบ้านเราสามารถพูดคุยกับลูกและบอกลูกได้ว่าสิ่งของต่างๆเหล่านี้มีสีอะไร

เพื่อให้ลูกได้มีการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับด้านสีและควรจะมีการสอนลูกเรื่องของสัตว์ต่างๆว่าตัดที่ลูกเห็นอยู่นั้นมีชื่อเรียกว่าอะไรซึ่งเราสามารถเปิดให้ลูกดูจาก YouTube หรือจากหนังสือที่เราสามารถนำมาอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนได้รวมทั้งให้ลูกสามารถจดจำเสียงของสัตว์เหล่านั้นได้ว่าสัตว์แต่ละชนิดเวลาร้องเสียงร้องของมันเป็นแบบไหน

ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาสมองของลูกน้อยของเราในช่วงที่เขาต้องไปเรียนหนังสือให้เขามีความชำนาญและความรู้กับสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งความรู้เหล่านี้จะเป็นความรู้พื้นฐานที่เมื่อลูกของเราเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วคุณครูจะต้องสอนต่อยอดให้เขามีความรู้ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานในอนาคตสำหรับเรียนในชั้นระดับประถมศึกษาขึ้นไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ทำไมวง BTS ถึงเป็น K POP ที่มีแฟนๆทั่วโลก

การที่วง K POP มากมาย พยายามที่จะไปตีตลาดเพลงฝั่งอเมริกามาหลายครั้ง แต่ยังไม่มีใครที่เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดมาไม่เกินนานทำได้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่ BTS ทำได้เพราะอะไร ทำไมถึงมีแฟนๆจากทั่วโลกได้เยอะขนาดนี้ 

การที่ BTS มีเอกลักษณ์ความเป็น K POP และการที่ทุกคนเป็นตัวเองและทำงานเพลงในแบบที่ตัวเองรัก ทำให้ภาษาไม่ใช้ปัญหาในการฟังเพลงของทั่วโลกอีกต่อไป การที่ K POP หลายวงพยายามไปตีตลาดเพลงฝั่งอเมริกาแล้วไม่สำเร็จอาจเป็นเพราะเค้าขาดตัวตนตัวเองไป

เพราะ BTS ตีตลาดฝั่งอเมริกาด้วยเพลงเกาหลี ดีๆนี่เอง สื่อถึงความเป็นเกาหลีและความเป็น K POP ของเค้าเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปใช้ภาษาฝั่งบ้านเค้าเลย นอกจากนี้ด้วยการที่ PD (producer) หรือประธานค่าย Big Hit Entertainment ได้ให้ทุกๆคนในวงแสดงความเป็นตัวเอง

และทำในสิ่งตัวเองรักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง การออกแบบท่าเต้น มันทำให้ BTS เป็นวงที่ทำงานออกมาจากใจที่ตนเองรัก บวกกับการมีเอกลักษณ์ของแต่ละคน จึงเป็นที่จดจำของแฟนๆ โดยเริ่มจากแฟนๆฝั่งเอเชีย จนตอนนี้ไปถึงฝั่งอเมริกา

และไปทั่วโลกแล้วจริงๆ การที่เพลง K POP ที่ได้ไปติด Chart Billboard ฝั่งอเมริกาและการที่ได้ขึ้นรับรางวัลที่นู้น คงจะเป็นการันตีว่า BTS เป็นที่ยอมรับในความสามารถของพวกเค้าแล้วจริงๆ และการที่ PD (producer) หรือประธานค่ายนั้นยังคงให้ทุกคนได้ขึ้นกล่าวขอบคุณแฟนๆในงานรางวัลฝั่งอเมริกาเพื่อแสดงขอบคุณต่อแฟนๆเป็นอะไรที่ทำให้ความเป็นเกาหลียิ่งตีแพรขยายออกไปอีก

เพราะในงานที่ BTS ได้รับรางวัลเพลง ตัว RM (Rap Monster) ซึ่งเป็นหัวหน้าวงได้ขอบคุณแฟนๆเพลงด้วยภาษาอังกฤษ ส่วนสมาชิกคนอื่นๆได้ขอบคุณแฟนๆโดยพูดภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นตัวตนของ BTS ที่มาจากเกาหลีโดยแท้จริง!

หลังจากที่ความเป็น K POP ที่มีเอกลักษณ์ของ BTS เลยทำให้ศิลปินในฝั่งอเมริกาเข้ามาร่วมงาน Featuring และเข้ามาร่วมโดยผสมผสานแนวเพลงของ K POP ไปกับเพลงของศิลปินอเมริกา เพราะก่อนหน้านี้ทางตลาดเพลงฝั่งอเมริกาไม่ได้เปิดรับ K POP จากเกาหลีขนาดนั้น

จะมีเพียงบางศิลปินจากเกาหลีเท่านั้นที่เป็นที่ยอมรับ แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าการที่ BTS ไม่ได้มีแฟนๆแค่เอเชีย หรือ อเมริกาอีกต่อไป แต่มีแฟนๆไปทั่วโลก!

การที่มีแฟนๆจากทั่วโลกได้เพราะว่า BTS ตั้งใจทำผลงานและการเป็นตัวเองของพวกเค้าจนทำให้ทุกคนหลงรัก!

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เวปยูฟ่าเบท

แฟชั่นตัวช่วยความงามใต้ตา เพื่อให้บอกลาน้องแพนด้าไปได้เลย

           สำหรับสาวๆทุกคนการที่ใต้ตาดำคล้ำเหมือนกันหมีแพนด้าคือสิ่งที่ทุกคนไม่อยากจะเจอ แต่ด้วยบางครั้งต้องทำงานจนอยู่ดึกดื่นหรือสาวๆบางคนก็ต้อง Party จนดึกเช่นกัน

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะหลีกเลี้ยงใต้ตาดำคล้ำไปได้ แต่วันนี้เรามีตัวช่วยที่จะมาช่วยกอบกู้ขอบตาที่ดำคล้ำให้กลับมาดูดีขึ้นใหม่ได้ มาดูกันว่ามีตัวไหนบ้างที่จะมาช่วยกอบกู้ชีวิตเราในครั้งนี้ได้บ้าง

  1. Innisfree Anti-Aging Mask Eye  หากใครที่มีปัญหาเรื่องใต้ตามีริ้วรอยผิวแห้งไม่สดใส แผ่นมาร์ก Innisfree Anti-Aging Mask Eye  สามารถช่วยคุณได้ เพราะเขาการันตีเรื่องส่วนผสมที่จะมาช่วยชะลอไม่ให้มีริ้วรอยเกินวัย ผิวหนังกระชับและลดปัญหารอยคล้ำใต้ตาได้เห็นผลอย่างมาก แค่มาร์กแผ่นนี้ก่อนนอนตื่นมาสวยฉ่ำแน่นอน
  2.  Etude House Collagen Eye patch  หากใครที่ต้องการหน้าฉ่ำหวานเหมือนสาวเกาหลีต้องตัวนี้เลย  Etude House Collagen Eye patch   ซึ่งตัวนี้จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวและยังช่วยริ้วร้อยและรอยหมองคล้ำใต้ตาได้ดีอีกด้วย  หากอยากเปลี่ยนจากใบหน้าเหี่ยวๆแก่ๆ มาเป็นสาววัยรุ่นต้อง Etude House Collagen Eye patch  
  3. Sephora Collection Invisilk Eye Mask   สำหรับตัวนี้เขาการันตีเรื่องช่วยฟื้นฟูปัญหาใต้ตามาอันดับหนึ่ง และผลิตมาจากส่วนผสมจากธรรมชาติ รับรองผิวไม่แพ้แน่ๆ ที่สำคัญเขามีให้เลือกหลายสูตร ใครที่ต้องการปรับสภาพผิวใต้ตาแค่แปะก็ช่วยผ่อนคลายให้ผิวดูดีขึ้นแล้ว
  4. Obagi spa gel eye mask   สำหรับตัวนี้เหมาะกับสาวๆที่หน้าเยินมากเป็นพิเศษ ตัวนี้จะช่วยฟื้นฟูและลดริ้วรอย ให้กลับมาสวยสดใสอีกครั้ง เพราะเขามีการเคลมมาว่ามีส่วนผสมจากสารสกัดจากไข่มุกทะเล รวมถึงสาหร่ายสีน้ำตาล บวกกับว่านหางจระเข้ ใช้ติดต่อกันเพียงแค่สี่อาทิตย์ก็เห็นผลได้อย่างชัดเจน
  5. Shangpree Ginseng Berry Eye Mask    มาร์กหน้าตัวนี้แปะได้ทั้งหน้าและคอ มีทั้งหมดสี่สูตรด้วยกัน มีสารสกัดที่จะช่วยให้แก่ช้าลง ลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว หากใช้แผ่นมาร์กตัวนี้สามาถบอกลาความแก่ได้เลย ส่วนสูตรที่คนนิยมใช้มากที่สุดคือสูตรโสมเกาหลีสกัด
  6. A’pieu Steam Eye Mas  หากใครที่รู้สึกว่าใต้ตามีอาการบวมและผิวใต้ตารู้สึกล้า ใช้ตัวนี้เห็นผลมาก แค่เพียงแปะ 15-20 นาทีก็จะรู้สึกได้ว่าผิวเราผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แผ่นมาร์กนี้จะมีการเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นโดยจะอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนถึง 38 องศา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub

ข้อดีและข้อเสียของการทำหมัน

 

การที่เรานั้นทำหมันเป็นการที่เรานั้นคุมกำเนิดเมื่อเรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นพอกับการที่เรานั้นไม่มีลูกแล้วเพราะว่าการที่จะเรานั้นจะเลี้ยงลูกนั้นเราต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกด้วย

 

ดังนั้นการที่เรานั้นทำหมันเป็นวิธีการที่เรานั้นคุมกำเนิดได้อย่างดีและสามารถคุมกำเนิดได้เลยตั้งแต่เมื่อเรานั้นทำหมัน ส่วนการที่เรานั้นจะทำหมันนั้นเราต้องมีจิตใจที่แน่นอนว่าเรานั้นจะพอ และเรานั้นต้องคุยกับสามีว่าเรานั้นพอแล้วการที่เรานั้นบุตร 

การที่เรานั้นทำหมันนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ดังนั้นเราต้องมั่นใจและเรานั้นต้องรับมือกับการที่เรานั้นจะหมันนั้นด้วยวันนี้เรานั้นจะบอกทั้งข้อดีและข้อเสียของการที่เราที่เรานั้นจะทำหมันกันว่ามีอะไรบ้าง 

ข้อดีของการที่เรานั้นทำหมันนั้นมีอะไรบ้าง 

  • การที่เรานั้นทำหมันเป็นวิธีการทำหมันแบบหยุดการมีบุตรแบบถาวรเลยเป็นการที่เรานั้นวางแผลนของครอบครัวนั้นได้อย่างดี
  • เป็นการที่เรานั้นประหยัดเงินและเวลาของเรานั้นได้ดี เพราะว่าเรานั้นไม่ต้องกังวลว่าเรานั้นลืมกินยาหรือยังและก็สะดวกกับเราโดยที่เรานั้นไม่ต้องกังวลกับเรื่องอะไรและเรานั้นไม่ต้องเสียเงินกับการที่เรานั้นต้องไปซื้อยาหรือว่าอุปกรณ์การคุมกำเนิด 
  • การที่เรานั้นทำหมันนั้นเรานั้นก็ยังให้ลูกของเรานั้นกินนมจากเต้าเรานั้นได้เหมือนเดิมและก็ปกติ
  • การที่เรานั้นทำหมันนั้นไม่เกี่ยวกับการที่เราที่เรานั้นจะมีเพศสัมพันธ์

ข้อเสียของการที่เรานั้นทำหมัน  

  • การที่เรานั้นทำหมันนั้นเราจะต้องเป็นแผลเป็นที่ท้องของเรานั้นตลอดซึ่งมันไม่หาย 
  • การที่เรานั้นคุมกำเนิดนั้นมีโอกาสที่ว่าการทำหมันนั้นจะเกิดการผิดพลาดด้วยการที่เรานั้นอาจจะท้องได้ซึ่งโอกาสนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก 
  • ซึ่งการที่เรานั้นทำหมันนั้นไม่ใช่การที่เรานั้นจะป้องกันจากโรคอื่นนั้นได้ การที่เรานั้นทำหมันเป็นแค่การที่เรานั้นคุมกำเนิด

การที่เรานั้นทำหมันนั้นเป็นการที่เรานั้นคุมกำเนิดจาการที่เรานั้นจะบุตรไม่เกี่ยวกับเรื่องโรคต่างๆดังนั้นเรานั้นต้องรับข้อดีและข้อเสียนั้นได้เพราะว่าการทำหมันคือหยุดการมีบุตร  แต่ว่าสำหรับบางคนนั้นเมื่อเรานั้นแต่งงานใหม่และแฟนใหม่ของเรานั้นอยากที่จะมีลูกนั้นเรานั้นต้องทำการผ่าตัดโดยการที่เรานั้นจะเย็บและต่อที่ของรังไข่ ดังนั้นเรานั้นต้องยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียนั้นได้หรือเปล่า

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   gclubฟรี500